ตำนานแห่งเหล้ารัม รสชาติคลาสสิคในความทรงจำที่ไม่เคยจาง

หากพูดถึงเหล้ารัม(Rum) สำหรับเราแล้วไม่ค่อยคุ้นรสชาติของมันเท่าใดนัก ไม่แน่ใจว่าเคยลิ้มรสมาก่อนหรือเปล่า แต่หากให้พูดถึงในฐานะที่เป็นส่วนประกอบของเมนูเบเกอรี่บางชนิด เราก็พอจะได้กลิ่นจากสารสังเคราะห์ที่เอามาทดแทน ใครที่เป็นคอสุราอยู่แล้วคงไม่ต้องบอกอะไรให้มาก ส่วนเราก็คงได้ลองรสชาติผ่านไอศกรีมรัมเรซิ่นรสโปรดที่ไม่เคยพลาดต้องสั่งกินทุกครั้ง

เหล้ารัม

ต้นกำเนิดของเหล้ารัม

ย้อนกลับไปในอดีต กลิ่นอายคลาสสิคของเหล้าชนิดนี้เชื่อกันว่าถือกำเนิดขึ้นในชนเผ่าอินเดียนแดง จากเหล่าหมอผีที่ใช้มันเป็นเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์หมักบ่มเอาไว้ดื่มเฉพาะในช่วงวันสำคัญเท่านั้น และมันก็ถูกกล่าวขานถึงโดยชาวตะวันตก หลังจากที่โคลัมบัสออกเดินทางสำรวจในดินแดนหมู่เกาะอินเดียตะวันตก ลิ้มรสชาติของเหล้ารัมเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1600 ก่อนจะกลายเป็นเครื่องดื่มรสโอชาของเหล่านักร่ำสุราทั่วโลก

ตำนานเหล้ารัม

กระบวนการผลิตเหล้ารัมและการแยกประเภท

ในขั้นตอนการผลิตเพื่อให้ได้เหล้ารัมมาจะมีส่วนผสมหลักก็คืออ้อยหรือจะใช้เป็นกากน้ำตาลเอามาผ่านการหมักบ่ม บางยี่ห้อจะหมักจากน้ำผลไม้ ซึ่งทำให้ประเภทของเหล้ารัมในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันออกไป ไม่เพียงแต่วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวโยงไปถึงกระบวนการต่างๆ ที่กว่าจะกลั่นออกมาด้วย

โดยทั่วไปเหล้ารัมจะแบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลักๆ คือ รัมสีขาว(White Rum) หรือเรียกอีกอย่างว่า Silver Rum มีลักษณะเป็นสีใส มีทั้งแบบบ่มและไม่ต้องผ่านการบ่ม ส่วนใหญ่นิยมนำไปผสมเป็นค็อกเทลเพื่อไม่ให้สีของเครื่องดื่มเดิมถูกเปลี่ยน ต่อมาคือรัมสีดำ (Dark Rum) หมักบ่มในถังไม้ มักผสมกับคาราเมลเพื่อเพิ่มกลิ่นและรสชาติ สีที่ได้จึงออกมาเป็นสีดำ ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งก็คือรัมสีทอง(Gold Rum) รัมสีเหลืองใสที่หมักบ่มในถังไม้เช่นเดียวกัน อาจจะมีการแต่งกลิ่นด้วยคาราเมลและแต่งสีเพื่อให้ดูน่าดื่มมากยิ่งขึ้น

RUM

เหล้ารัมส่วนใหญ่ทั้งหมดที่กล่าวมายังมีสีสันที่แตกต่างกันออกไปอีกเป็นจำนวนมาก ขึ้นอยู่กับกระบวนการต่างๆ ในการผลิต และมักนิยมนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องดื่มประเภทค็อกเทล ผสมกับน้ำผลไม้ได้รสชาติของแอลกอฮอล์แบบอ่อนๆ ที่ให้กลิ่นอายคลาสสิคผสมผสานกับรสชาติของยุคสมัยใหม่ที่เปลี่ยนไปอย่างลงตัว